บทความ

สรุปประเด็นสำคัญจากงาน ITEL Virtual Conference | When Data Center Go Live, Connectivity Comes Alive

เมื่อวันที่ 9 กรฎาคม 2569 ในงาน ITEL Virtual Conference โดยหลักทรัพย์บัวหลวง ได้ให้เกียรติ ดร.ณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL เป็นผู้บรรยาย ในหัวข้อ "When Data Center Go Live, Connectivity Comes Alive" โดยถ่ายทอดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางของอุตสาหกรรม Data Center และ Connectivity ในยุค AI พร้อมชี้ให้เห็นโอกาสของประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงบทบาทของ ITEL ในการสนับสนุนการลงทุนของผู้ให้บริการ Data Center และ Hyperscaler ระดับโลก
 

AI คือแรงขับเคลื่อนการเติบโตของ Data Center

ดร.ณัฐนัย อธิบายว่า AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังเป็นแรงผลักดันให้ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทุกคำถามที่ผู้ใช้งานส่งไปยัง AI จำเป็นต้องอาศัย Data Center ในการประมวลผล จัดเก็บ และดึงข้อมูลกลับมาตอบผู้ใช้งาน ส่งผลให้ความต้องการด้าน Computing, Storage และ Connectivity เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และยังชี้ให้เห็นว่า การลงทุนของผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลก การขาดแคลนชิปประมวลผล และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ล้วนเป็นสัญญาณ ที่สะท้อนว่า AI กำลังเข้าสู่ช่วงเติบโตอย่างเต็มรูปแบบ

 

ทำความเข้าใจ Data Center ตั้งแต่ Co-location จนถึง Hyperscaler

ดร.ณัฐนัย อธิบายว่า Data Center มีหลายรูปแบบ เริ่มจาก Co-location ซึ่งเปรียบเสมือนพื้นที่ให้เช่าสำหรับติดตั้งอุปกรณ์ของลูกค้า ไปจนถึง Edge Data Center ที่ถูกออกแบบให้อยู่ใกล้ผู้ใช้งานเพื่อลดค่า Latency

ขณะที่ Data Center ขนาดใหญ่ที่ใช้กำลังไฟมากกว่า 100 เมกะวัตต์ จะถูกเรียกว่า Hyperscaler ซึ่งเป็นรูปแบบที่ผู้ให้บริการ Cloud และแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลก เช่น AWS, Google และ ByteDance เลือกใช้รองรับบริการของตน




 

Data Center ต้องเติบโตไปพร้อม Ecosystem ที่แข็งแกร่ง

ดร.ณัฐนัย กล่าวว่า การสร้าง Data Center ไม่ได้หมายถึงการก่อสร้างอาคารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย Ecosystem ที่พร้อมในทุกด้าน ตั้งแต่พื้นที่ก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า ชิปประมวลผล เซิร์ฟเวอร์ ระบบโครงข่าย การเดินทาง และการเข้าถึงพื้นที่

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือ Connectivity ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ Data Center สามารถเชื่อมต่อกับผู้ใช้งานและระบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"ลองคิดภาพการลงทุนมหาศาลเป็นแสนล้าน แต่เชื่อมต่อไม่ได้ ก็เปรียบเสมือนเรามี Ai ที่เก่งมาก แต่เราไม่มีอินเทอร์เน็ตในการเชื่อมไปใช้ Ai
Ai ทำงานออฟไลน์ไม่ได้ มันไม่สามารถดึงข้อมูลมาประมวลผลได้ Connectivity จึงเป็นหัวใจ หรือ ecosystem ที่สำคัญ"


ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ศูนย์กลาง Data Center 

ดร.ณัฐนัย มองว่า ประเทศไทยมีความพร้อมหลายด้าน ทั้งทำเลที่ตั้ง ระบบโทรคมนาคม ความสามารถในการเชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน และศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ผู้ให้บริการ Hyperscaler ระดับโลกเลือกเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งกำลังกลายเป็นคลัสเตอร์สำคัญของอุตสาหกรรม Data Center

  • ชลบุรี มีโครงการ Data Center ที่อยู่ระหว่างพัฒนาประมาณ 14 โครงการ รวมกำลังไฟมากกว่า 2,000 เมกะวัตต์

  • ระยอง มีโครงการใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมกำลังไฟประมาณ 2,200 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะเป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวในระยะถัดไป

  • ฉะเชิงเทรา เริ่มมีโครงการลงทุนหลายแห่ง รวมกำลังไฟกว่า 700 เมกะวัตต์ และมีศักยภาพในการรองรับการเติบโตในอนาคต

ดร.ณัฐนัย อธิบายว่า ทั้งสามจังหวัดมีข้อได้เปรียบด้านพื้นที่ การเชื่อมต่อกับต่างประเทศ ความพร้อมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงศักยภาพด้านพลังงานสะอาด จึงมีแนวโน้มเติบโตไปพร้อมกันในฐานะศูนย์กลาง Data Center ของประเทศ


Connectivity คือหัวใจสำคัญของ Data Center

ดร.ณัฐนัย เน้นว่า แม้ Data Center จะมีระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ทันสมัย แต่หากไม่มี Connectivity ที่มีประสิทธิภาพ ก็ไม่สามารถให้บริการได้อย่างสมบูรณ์

ผู้ให้บริการระดับโลกจึงให้ความสำคัญกับโครงข่ายที่มีความเสถียร ค่า Latency ต่ำ รองรับการขยายตัวในอนาคต และสามารถเชื่อมต่อได้หลายเส้นทาง เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการให้บริการ การมีเส้นทางเชื่อมต่ออย่างน้อย 2-3 เส้นทาง กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการพัฒนา Data Center
 


 

ITEL พร้อมสนับสนุนการเติบโตของ Hyperscaler

ดร.ณัฐนัย กล่าวว่า จุดแข็งของ ITEL คือโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกที่ครอบคลุมทั่วประเทศ มีเส้นทางโครงข่ายที่หลากหลาย ทั้งตามแนวรถไฟ ถนน และโครงข่ายระหว่างประเทศ พร้อมทีมงานที่ดูแลโครงข่ายด้วยตนเอง และประสบการณ์ในการให้บริการลูกค้าองค์กร ภาครัฐ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และผู้ให้บริการ Hyperscaler ระดับโลก ITEL ยังมีศักยภาพในการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค รองรับการขยายตัวของลูกค้าที่ต้องการเชื่อมโยงประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

"ลูกค้าไม่ได้มองหาแค่ผู้ให้บริการโครงข่าย แต่กำลังมองหาพาร์ทเนอร์ที่มี Track Record และสามารถเติบโตไปด้วยกันได้"

ดร.ณัฐนัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดแข็งอีกประการของ ITEL คือการเป็นผู้ให้บริการที่มีความเป็นอิสระ มีโครงข่ายที่มี Reliability สูง ค่า Latency ต่ำ และมีทีมวิศวกรดูแลโครงข่ายของบริษัทเองกว่า 700-800 คน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ให้บริการ Hyperscaler ระดับโลก

นอกจากนี้ ITEL ยังมีโครงข่ายครอบคลุมในระดับภูมิภาค และมีประสบการณ์ในการให้บริการลูกค้า Hyperscaler หลายราย ซึ่งช่วยตอกย้ำความพร้อมในการรองรับการขยายตัวของ Data Center และ AI Infrastructure


มองอนาคตของ AI และ Connectivity

ITEL มองเห็นการเติบโตของ Bandwidth และคาดว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต อุปกรณ์หลายประเภท เช่น Transceivers และชิปเซ็ตสำหรับระบบ Network ยังมีความต้องการสูงจนสินค้าถูกจองล่วงหน้าไปถึงปี 2027 ในด้านเทคโนโลยี ความเร็วของระบบเครือข่ายก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ดังนั้นการเชื่อมต่อจะต้องเพิ่มขึ้นอีกทวีคูณ

ผู้ให้บริการที่ต้องการรองรับ Hyperscaler จำเป็นต้องมีศักยภาพในการขยายโครงข่ายเพื่อรองรับ Bandwidth ขนาดใหญ่ ซึ่งโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกจึงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศดิจิทัลในยุค AI

พร้อมกันนี้ Hyperscaler หลายโครงการที่ ITEL ให้บริการเริ่มทยอยเปิดดำเนินงาน และคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า

"อยากให้จับตาเรื่อง Connectivity กับ Hyperscaler... ITEL มั่นใจว่าเป็น Major Player แน่นอน"

ดร.ณัฐนัย กล่าว

ยาวไปอยากเลือกอ่าน

แชร์

บทความล่าสุด